เจาะลึกวิธีการเช็กเว็บไซต์จริงกับเว็บไซต์ปลอม ที่บรรดามิจฉาชีพใช้เอามาหลอกเพื่อเอาข้อมูลส่วนตัวของเรา ยุคนี้เราต้องระวังตัวกันอย่างมาก ข้อมูลของเรานั้นอาจจะไปอยู่ในมือของมิจฉาชีพได้ง่าย เรามาดูกันดีกว่าว่า วิธีการเช็กเว็บไซต์เว็บไหนจริงเว็บไหนปลอม รู้ก่อนโดนหลอกในปี 2026 มันมีอะไรกันบ้าง เพื่อป้องกันไม่ให้โดนดูดจนเงินหมดตัว
เว็บไซต์หลอกลวงหรือเว็บไซต์ปลอมมันคืออะไรกัน
สำหรับเว็บไซต์ปลอมนั้น มันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำการหลอกลวงเอาเงินและข้อมูลส่วนตัวของคนที่หลงเข้าไปในเว็บไซต์นั้น ๆ โดยสาเหตุที่มันถูกสร้างขึ้นมาก็เพราะว่า
- ขโมยข้อมูลประจำตัว (Identity Theft): เช่น ชื่อ-นามสกุล, เลขบัตรประชาชน
- ขโมยข้อมูลทางการเงิน: เช่น เลขบัตรเครดิต, รหัส OTP, รหัสเข้าใช้งาน Mobile Banking
- ติดตั้งมัลแวร์ (Malware): เพียงแค่คลิกเข้าไป เว็บไซต์อาจแอบติดตั้งซอฟต์แวร์อันตรายลงในเครื่องของคุณ

มาดูกันกับ 5 จุด ตายเช็กเว็บไซต์ปลอม
การดูแบบผ่าน ๆ ทั่วไปนั้นมันไม่เพียงพอแล้ว เพราะเดี๋ยวนี้มิจฉาชีพมันเก่งขึ้นเยอะ เลยต้องมีจุดดู ดังนี้
เช็กชื่อและโดเมนให้ชัวร์ก่อน
ชื่อและโดเมนนั้น มันสามารปลอมได้ยาก เพราะว่ามันไม่สามารถใช้ซ้ำกันได้
- ตัวสะกดผิด: เช่น g00gle.com แทนที่จะเป็น google.com หรือ faceboook.com (มี o เกินมา)
- นามสกุลโดเมนแปลกๆ: เว็บไซต์ทางการส่วนใหญ่มักใช้ .com, .co.th หรือ .ac.th หากเจอเว็บไซต์ธนาคารที่ลงท้ายด้วย .cc หรือ .xyz ให้สงสัยไว้ก่อนเลยว่าเป็นของปลอม
- การใช้ Subdomain หลอกตา: เช่น krungthai.secure-login.com ซึ่งความจริงแล้วชื่อโดเมนหลักคือ secure-login.com ไม่ใช่ krungthai
ดูโปรโตคอลอย่าง HTTPS หรือ สัญลักษณ์แม่กุญแจ
การเช็กสัญลักษณ์แม่กุญแจนั้น เป็นอีกหนึ่งวิธีการที่สามารถดูได้เบื้องต้น เพราะว่าเดี๋ยวนี้มิจฉาชีพนั้นก็ใช้เว็บไซต์แบบนี้ได้บ้างแล้ว แต่ถ้าเว็บไหนเปิดมาแล้วไม่มีนั้น ให้ตีไปเลยว่าเป็นเว็บปลอมแน่นอน
ดูรายละเอียดของเนื้อหา
เว็บปลอมมันมักจะไม่มีความละอียดเท่าไหร่ เพราะว่ามันเกิดจากความรีบ ให้ดูรายละเอียดก่อน
- รูปภาพมันไม่ชัด เพราะว่าต้องเอามาจากเว็บอื่น ๆ
- ปุ่มเมนูต่างๆ มีเอาไว้เฉย ๆ ไม่สามารถใช้งานได้จริง
- ดูการใช้ภาษาว่ามันถูกต้องตามหลักหรือไม่
ดูอายุของโดเมนว่าเปิดมานานหรือยัง
เว็บไซต์แบบออฟฟิเชียลของบรรดาหน่วยงานรัฐ ธนาคาร มันจะจดทะเบียนเอาไว้นานแล้ว แต่ถ้าเจอเว็บไหนที่มันจดทะเบียนไม่นานแค่ 1-2 สัปดาห์ หรือว่าเพิ่งจะจดนั้นให้ตีไปเลยว่าปลอม
ขอข้อมูลมากเกินไป
เว็บไซต์ปกติจะไม่ขอ รหัสผ่าน ATM, รหัส OTP หรือเลขหลังบัตรเครดิต (CVV) ทันทีที่เข้าสู่หน้าแรก หากมีการเด้งป๊อปอัปขึ้นมาขอข้อมูลเหล่านี้ ให้สันนิษฐานว่าเป็นของปลอม 100%
กลโกงที่มักมาพร้อมกับเว็บไซต์ปลอม
แน่นอนว่ามิจฉาชีพมันจะส่งของล่อมาให้เราเพื่อเรานั้นไปติดกับพวกมัน
- SMS Phishing (Smishing): ส่งลิ้งค์มาให้ท่านกด โดยหลอกว่าท่านกำลังมีปัญหาหรือว่าได้รางวัลใหญ่
- Email Phishing: อีเมลแจ้งเตือนความปลอดภัยปลอมจาก Apple, Microsoft หรือธนาคาร
- Social Media Ads: การสร้างโฆษณาที่โม้เกินจริง
แนวทางการป้องกันและการใช้เครื่องมือเช็กข้อมูล
เสริมความปลอดภัยให้ตัวคุณเองด้วย
- ใช้ Google Safe Browsing: ตรวจสอบ URL ผ่านเครื่องมือของ Google เพื่อเช็กว่าเว็บไซต์นั้นมีประวัติไม่ดีหรือไม่
- ติดตั้ง Antivirus: โปรแกรมแอนตี้ไวรัสในปัจจุบันมีฟีเจอร์ “Web Protection” ที่จะบล็อกเว็บไซต์อันตรายโดยอัตโนมัติ
- สังเกตผลการค้นหาบน Search Engine: ถ้าเจอกับเว็บไซต์โฆษณาอยู่บนสุดนั้น ตีเลยว่าอาจจะปลอม เว็บไซต์หลักจริง ๆ นั้นจะอยู่บนสุด
- เช็กสองรอบ: อย่าเข้าไปที่ลิ้งค์ที่ส่งมาโดยตร แต่ให้เอาชื่อลิ้งค์นั้นไปเสริชหาเอง เพื่อดูว่าเป็นเว็บปลอมหรือไม่
เดี๋ยวมิจฉาชีพมักจะใช้ AI ปลอมเสียงกันมาเยอะ มันจะใช้ระบบ Auto-Transcription เพื่อสร้างเสียงขึ้นมา แต่บางครั้งนั้นเสียมันก็จะเพี้ยน ๆ เพราะว่า Timestamp / Timecode มันไม่ดีเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นเราต้องดูด้วยว่า Speaker Diarization เวลาไหนตอนไหนด้วย อย่าให้ทาง เทคโนโลยี AI ช่วยทำซับไตเติ้ลแบบอัตโนมันติให้ มันเอามาหลอกเราได้
สรุป: มีสติทุกครั้งที่เจอเหตุการณ์แบบนี้
อย่าปล่อยให้ความโลภและความกลัวนั้นมันมาครอบงำตัวเรา ในยุคนี้มิจฉาชีพมักจะเล่นกับจุด่ออนของคนนั่นคือความกลัว กลัวว่าจะมีความผิด เราสามารถเช็กได้ด้วย วิธีการเช็กเว็บไซต์เว็บไหนจริงเว็บไหนปลอม รู้ก่อนโดนหลอกในปี 2026 ที่บอกไป มีสติมา ปัญญาเกิด